เช้านี้มีข่าวใหญ่วงการเหมืองว่า Glencore ผู้ทำเหมืองโลหะครบวงจรจากอังกฤษตัดสินใจขายหุ้น 40% ในเหมืองทองแดง-โคบอลต์แอฟริกาให้กลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุน
ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาด Copper โลก โดย “ทองแดง” กำลังถูกยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ไปเป็น สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ
1. ราคาทองแดงมีแนวโน้มหลุดจากวัฏจักร Commodity แบบเดิม
ในอดีต ราคาทองแดงถูกขับเคลื่อนโดยจีน การก่อสร้าง และภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก มาในวันนี้ Demand ใหม่ของทองแดงมาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV), โครงข่ายไฟฟ้า (Grid), และ AI Data Center ซึ่งเป็น Demand เชิงโครงสร้างระยะยาว ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อภาครัฐสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในเหมืองต้นน้ำโดยตรง Copper จึงถูกมองเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกับโลหะอื่น ๆ มากกว่าวัตถุดิบอุตสาหกรรมทั่วไป
2. Supply จะถูกควบคุมด้วยมิติทางการเมือง
การที่รัฐเข้ามามีอิทธิพลในเหมือง ทำให้การตัดสินใจขยายกำลังการผลิตต้องคำนึงถึงความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ผลลัพธ์คือราคา Copper ในอนาคตมีแนวโน้ม “ขึ้นแรงเมื่อขาดแคลน” แต่ “ลงไม่ลึก” แบบในอดีต
3. Geopolitics ที่แบ่งขั้วมากขึ้น เข้ามาพยุงราคา Copper
ดีลนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาจีนและกลุ่มประเทศขั้วตรงข้ามอย่างเป็นรูปธรรม
ต่อให้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่ความต้องการสะสมทรัพยากรเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของตนเองจะกลายเป็นแรงพยุงราคาที่สำคัญ ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ตลาดเพิ่งเริ่มให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
มุมมอง Beyond Wealth
Copper กำลังถูกดึงเข้าสู่เกมอำนาจของโลกพลังงานใหม่ ทองแดงวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่โลหะอุตสาหกรรม แต่กำลังกลายเป็น ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของโลกยุคใหม่ที่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล
หากสนใจการลงทุนในกองทุนรวมในไทยธีมนี้ เร็วๆ นี้กำลังจะมีกอง DAOL-COPPER และ LHCOPPER ออกมาให้เลือกลงทุน
อย่างไรก็ตาม ด้วยความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์ แนะนำให้จัดสัดส่วนเพียง ประมาณ 5–10% ของพอร์ตการลงทุนเพื่อเสริมธีมเชิงโครงสร้าง โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเกินจำเป็น
#BeyondInsight #Copper #CriticalMinerals #Geoeconomics