🌍 Beyond Insight | เปิดสถิติ 20 ปี เดือนสิงหาคมของ S&P 500 และ Nasdaq บอกอะไรนักลงทุน
Beyond Wealth | 3 สิงหาคม 2569
เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม นักลงทุนมักกลับมากังวลเรื่อง Seasonal Weakness ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากทั้งปริมาณการซื้อขายที่ลดลงในช่วงฤดูร้อน การประกาศผลประกอบการที่เริ่มผ่านจุดสูงสุด และความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่สามารถสร้างความผันผวนได้มากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม สถิติย้อนหลัง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2549–2568 สะท้อนว่า เดือนสิงหาคมไม่ได้เป็นเดือนลบโดยอัตโนมัติ แต่มีลักษณะเฉพาะที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมประมาณ 0.2% และปิดบวก 12 จาก 20 ปี หรือคิดเป็น Win Rate ราว 60% ขณะที่ Nasdaq Composite ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 0.6% และปิดบวก 13 จาก 20 ปี หรือประมาณ 65%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เดือนสิงหาคมยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าลบเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป ความเสี่ยงที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนปีขาลง แต่อยู่ที่ “ขนาดของการปรับตัวลง”
ในปีที่ S&P 500 ปิดบวก ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.6% แต่ในปีที่ติดลบ ดัชนีปรับตัวลงเฉลี่ยราว 3.5% ส่วน Nasdaq ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3.3% ในเดือนที่เป็นบวก แต่ปรับตัวลงเฉลี่ยกว่า 4.3% ในเดือนที่เป็นลบ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เดือนสิงหาคมมีโอกาสขึ้นมากกว่าลงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดแรงขาย ตลาดมักปรับฐานแรงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับในเดือนขาขึ้นทั่วไป
📊 ตลาดที่ขึ้นมาแต่พอดี มักดีกว่าตลาดที่ร้อนแรงเกินไป
เมื่อแบ่งตามผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม พบว่า หาก S&P 500 ยังเป็นบวกตั้งแต่ต้นปี ตลาดจะให้ผลตอบแทนเดือนสิงหาคมเฉลี่ยประมาณ 0.6% และมีโอกาสปิดบวกราว 65%
ในทางตรงกันข้าม หากตลาดยังติดลบตั้งแต่ต้นปี ผลตอบแทนเดือนสิงหาคมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ -2.6% และมี Win Rate เพียงหนึ่งในสาม แม้จำนวนตัวอย่างในกรณีนี้จะมีไม่มาก แต่สะท้อนว่า Momentum ก่อนเข้าสู่เดือนสิงหาคมยังมีความสำคัญ
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ หาก S&P 500 ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ระหว่าง 0–10% ก่อนเข้าสู่เดือนสิงหาคม เดือนสิงหาคมจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1.1% และมี Win Rate สูงกว่า 70%
แต่หากตลาดปรับขึ้นมาแล้วมากกว่า 10% ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนสิงหาคมจะติดลบเล็กน้อย และ Win Rate ลดลงเหลือประมาณ 50%
สถิตินี้บอกเราว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตลาดเป็นขาขึ้น แต่อยู่ที่ตลาดปรับขึ้นเร็วเกินไป จนระดับ Valuation ความคาดหวัง และ Positioning ของนักลงทุนเริ่มตึงตัว
สำหรับปี 2569 S&P 500 ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีประมาณ 9.2% ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม จึงอยู่ในกลุ่ม “บวกในระดับปานกลาง” และยังไม่ถือว่าเป็นตลาดที่ร้อนแรงเกินไปตามกรอบสถิติย้อนหลัง
ในเชิง Seasonal Pattern เงื่อนไขนี้ถือว่าอยู่ในฝั่งที่ค่อนข้างสนับสนุนตลาด เพราะในอดีต ช่วงที่ S&P 500 บวกจากต้นปีระหว่าง 0–10% ก่อนเข้าสู่เดือนสิงหาคม มักให้ผลตอบแทนเดือนสิงหาคมดีกว่าช่วงที่ตลาดปรับขึ้นมาเกิน 10% แล้ว
อย่างไรก็ตาม ระดับผลตอบแทน 9.2% ถือว่าอยู่ใกล้ขอบบนของช่วงดังกล่าว นักลงทุนจึงยังต้องติดตามว่าตลาดจะสามารถรักษา Momentum ต่อได้ หรือจะเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง
🔥 กรกฎาคมยิ่งแรง สิงหาคมยิ่งต้องระวัง
หาก S&P 500 ปรับขึ้นมากกว่า 3% ในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคมถัดมาจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้ศูนย์ และปิดบวกเพียงประมาณ 38% ของเหตุการณ์ทั้งหมด
ในทางตรงกันข้าม หากเดือนกรกฎาคมปรับขึ้นไม่เกิน 3% เดือนสิงหาคมมี Win Rate สูงถึงประมาณ 75%
สำหรับปีนี้ S&P 500 ปรับตัวลงเพียง 0.09% ในเดือนกรกฎาคม หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับสิ้นเดือนก่อนหน้า จึงไม่ได้อยู่ในภาวะที่ตลาดเพิ่งวิ่งขึ้นแรงและมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรสูงตาม Seasonal Pattern
ในอีกด้านหนึ่ง การที่เดือนกรกฎาคมแทบทรงตัวอาจสะท้อนว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงพักฐานและย่อยข้อมูล หลังจากให้ผลตอบแทนบวกมาตั้งแต่ต้นปี โดยยังไม่เกิดแรงขายที่รุนแรงพอจะเปลี่ยนแนวโน้มหลัก
ดังนั้น ภาพก่อนเข้าสู่เดือนสิงหาคมปีนี้จึงแตกต่างจากกรณีที่ตลาดพุ่งแรงในเดือนกรกฎาคม เพราะไม่ได้มีภาวะ Overextension อย่างชัดเจน แต่การเคลื่อนไหว Sideways สามารถตีความได้ทั้งการสะสมกำลังเพื่อปรับขึ้นต่อ หรือการเริ่มกระจายหุ้นก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐาน
⏱️ 5 วันแรกของเดือนอาจเป็นตัวชี้ทิศทางสำคัญ
หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดคือ ผลตอบแทนในช่วง 5 วันทำการแรกของเดือนสิงหาคม
หาก S&P 500 ปรับตัวเป็นบวกในช่วง 5 วันแรก เดือนสิงหาคมทั้งเดือนจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 0.8% และปิดบวกราวสองในสามของเหตุการณ์ทั้งหมด
สำหรับ Nasdaq สัญญาณดังกล่าวมีความชัดเจนมากกว่า โดยหาก 5 วันแรกเป็นบวก ตลาดจะให้ผลตอบแทนเต็มเดือนเฉลี่ยประมาณ 1.6% และมีโอกาสปิดบวกถึง 75%
แต่หากตลาดปรับตัวลงมากกว่า 2% ภายใน 5 วันแรก ภาพความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดย S&P 500 ให้ผลตอบแทนเต็มเดือนเฉลี่ยประมาณ -1.7% ขณะที่ Nasdaq ลดลงเฉลี่ยประมาณ 2.6%
ดังนั้น ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมอาจมีความสำคัญมากกว่าค่าเฉลี่ย Seasonal Return ของทั้งเดือน เพราะช่วยสะท้อนว่าแรงขายช่วงต้นเดือนเป็นเพียงความผันผวนชั่วคราว หรือกำลังพัฒนาไปสู่การลดความเสี่ยงในวงกว้าง
#BeyondInsight #SP500 #Nasdaq #Seasonality #USStocks