Beyond Wealth | 11 พฤษภาคม 2569
ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกทดสอบด้วยข่าวลบหลายระลอก เริ่มจากความเสี่ยงสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ต่อด้วยประเด็นภาษีการค้าที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้การค้าโลก ก่อนที่ตลาดจะกลับมากังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่อาจยังไม่จบง่าย และคำถามสำคัญว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอลงแรงกว่าที่คาดหรือไม่
พอราคาหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาแรง ความกังวลเรื่อง valuation ก็กลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง นักลงทุนเริ่มถามกันมากขึ้นว่า ตลาดที่ขึ้นมารอบนี้ยังมี “กำไรจริง” รองรับอยู่แค่ไหน หรือเป็นเพียงแรงซื้อจากธีม AI ความหวังเรื่องลดดอกเบี้ย และ sentiment เชิงบวกที่อาจเปลี่ยนได้เร็ว
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงรายงานงบไตรมาส 1/2026 ภาพที่ออกมากลับดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวลค่อนข้างมาก โดยล่าสุดบริษัทใน S&P 500 ประกาศงบออกมาแล้ว 441 บริษัท หรือคิดเป็นประมาณ 88% ของทั้งดัชนี ทำให้ข้อมูลรอบนี้มีน้ำหนักมากพอที่จะประเมินภาพรวมกำไรของตลาดสหรัฐฯ ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่การสรุปจากบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง
ตัวเลขสำคัญคือ กำไรของ S&P 500 เติบโต +28.6% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เดิมราว +14–15% YoY อย่างชัดเจน ขณะที่รายได้เติบโต +11.0% YoY โดยมีบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าคาดราว 83% และรายได้ดีกว่าคาดราว 78% งบรอบนี้จึงไม่ใช่แค่ “ออกมาดีกว่าที่กลัว” แต่ดีพอจะเป็นหนึ่งในแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าทำ All Time High ได้ แม้ข่าวรอบด้านจะยังดูไม่เป็นใจนัก
อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้งบรอบนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือกำไรไตรมาส 1/2026 ถือเป็นการเติบโตที่แข็งแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ประมาณการกำไรในช่วง 2Q26–4Q26 ยังอยู่ใกล้ระดับ 20% ทำให้ตลาดไม่ได้มองว่านี่เป็นแค่การฟื้นตัวชั่วคราว แต่เป็น earnings momentum ที่อาจต่อเนื่องไปได้อีกหลายไตรมาส
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Earnings Surprise อยู่ราว +8% สูงกว่า Revenue Surprise ที่ราว +2% หมายความว่า บริษัทจดทะเบียนไม่ได้แค่ขายของได้มากขึ้น แต่ยังเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นกำไรได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ทั้งจากการบริหารต้นทุน การคุม margin และ operating leverage ที่ยังทำงานได้ดีในหลายอุตสาหกรรม
แรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะ Communication Services, Technology, Materials และ Consumer Discretionary ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำไรเติบโตโดดเด่นกว่าตลาด ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกนำโดยหุ้น Growth และกลุ่มที่ได้แรงหนุนจาก AI, Digital Economy, Cloud และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
ที่สำคัญ งบรอบนี้ไม่ได้ดีแค่ตัวเลขในอดีต แต่ guidance ของบริษัทเริ่มดูดีขึ้นด้วย โดยสัดส่วนบริษัทที่ให้ positive guidance สำหรับ 2Q26 อยู่ราว 51% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีและ 10 ปีที่อยู่แถว 40–42% ทำให้ตลาดไม่ได้มองแค่ว่า “งบไตรมาสนี้ดี” แต่เริ่มเห็นโอกาสที่แรงส่งของกำไรจะต่อเนื่องไปยังช่วงถัดไป
กลุ่มที่เด่นที่สุดยังเป็น Technology ซึ่งไม่เพียงมีกำไรเติบโตสูง แต่ยังเป็นกลุ่มที่ให้ positive guidance มากที่สุด และเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ภาพนี้ช่วยยืนยันว่าแรงหนุนจาก AI, Cloud, Data Center และ Digital Infrastructure เริ่มไหลลงมาสู่ยอดขาย กำไร และมุมมองธุรกิจของบริษัทจริงมากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ตลาดไม่ได้ซื้อ Tech เพราะ “ความคาดหวังล้วน ๆ” เหมือนบางรอบในอดีต แต่เริ่มเห็นหลักฐานในงบการเงินมากขึ้นว่า การลงทุนด้าน AI, Cloud และ Data Center กำลังสร้างรายได้ให้กับหลายธุรกิจในห่วงโซ่เดียวกัน ขณะที่ Cybersecurity ก็ได้แรงหนุนจากการใช้งาน AI และ Cloud ที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้องค์กรต้องลงทุนด้านระบบป้องกันมากขึ้นตามไปด้วย
เมื่อมองยาวไปถึง FY26/27 จำนวน positive guidance ของบริษัทใน S&P 500 เพิ่มขึ้น ขณะที่ negative guidance ลดลง แปลว่า tone ของบริษัทเริ่มดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้น earnings season และทำให้ตลาดมีเหตุผลมากขึ้นในการให้ premium valuation กับหุ้นกลุ่มที่กำไรยังเติบโตได้
อย่างไรก็ตาม ภาพไม่ได้ดีเท่ากันทุกกลุ่ม โดย Health Care และ Energy ยังเป็นสองกลุ่มที่กำไรอ่อนกว่าตลาด ขณะที่บาง sector ยังมีจำนวน negative guidance สูงกว่าบวก ทำให้การลงทุนในช่วงนี้ยังต้องเลือกมากขึ้น ไม่ใช่ซื้อทั้งตลาดแบบไม่แยกคุณภาพ เพราะแรงหนุนหลักยังอยู่ในกลุ่มที่กำไรโตจริง รายได้ยังไปต่อ และ guidance ยังสนับสนุนภาพการเติบโตในระยะถัดไป
📌 มุมมอง Beyond Wealth
งบไตรมาส 1/2026 ช่วยลดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจอ่อนแรงเร็วกว่าที่คาด และยังทำให้ตลาดมีเหตุผลในการให้ valuation ที่สูงกับหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะ Technology และ Communication Services ที่ยังมีทั้งกำไร รายได้ และแรงหนุนจากธีมระยะยาว
ที่สำคัญ งบรอบนี้ช่วยยืนยันว่า AI และ Digital Economy กำลังเริ่มเปลี่ยนจาก narrative ไปสู่ earnings มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน Data Center, Cloud, Semiconductor, Cybersecurity หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ทำให้กลุ่ม Growth คุณภาพสูงยังมีเหตุผลที่จะเป็นแกนหลักของตลาดต่อไป
แต่หลังจากราคาหุ้นหลายกลุ่มปรับขึ้นมามากแล้ว กลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การไล่ซื้อทั้งตลาด แต่ควรเน้นหุ้นหรือกองทุนที่มีคุณภาพกำไรชัด รายได้โตจริง และ guidance ยังแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากธีมใหญ่ เช่น AI, Cloud, Digital Infrastructure และ Innovation
สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นสหรัฐฯ อยู่แล้ว ภาพงบรอบนี้ยังสนับสนุนการถือครองต่อ แต่ควรบริหารพอร์ตให้สมดุลมากขึ้นระหว่างหุ้น Growth คุณภาพสูงกับสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะแม้กำไรบริษัทจะยังแข็งแรง แต่ตลาดยังมีโอกาสผันผวนได้ หากความกังวลเรื่องดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือ valuation กลับมากดดันอีกครั้ง
#BeyondWealth #BeyondInsight #SP500 #EarningsSeason #USTech #AIInvestment