Beyond Wealth | 11 มิถุนายน 2569
ในช่วง 2 -3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำและโลหะเงินปรับฐานแรงพร้อมกับ Bitcoin
ทองคำร่วงจากราว 4,540 ดอลลาร์ เหลือ 4,060 ดอลลาร์ หรือประมาณ -10.6% เงินร่วงจากราว 78 ดอลลาร์ เหลือ 62.4 ดอลลาร์ หรือประมาณ -20.0%
โดยปกติ หากตลาดหุ้นลง แต่ทองคำขึ้น นั่นคือภาพของ Flight to Safety นักลงทุนลดความเสี่ยงและย้ายเงินเข้าสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
แต่เมื่อทองคำ เงิน และ Bitcoin ถูกขายพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ภาพอาจสะท้อนภาวะ Flight to Cash มากกว่า Flight to Safety
เมื่อตลาดต้องการสภาพคล่อง นักลงทุนมักไม่ได้ขายสินทรัพย์ที่ “อยากขาย” แต่ขายสินทรัพย์ที่ “ขายได้ทันที” ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอย่างทองคำ เงิน และ Bitcoin
ประเด็นสำคัญคือ ทองคำไม่ได้ถูกขายเพราะบทบาทของทองคำในพอร์ตหมดความหมาย แต่ถูกขายเพราะในระยะสั้น ตลาดอาจกำลังต้องการเงินสดมากกว่าต้องการ Hedge หรือกระจายความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลยุทธ์ Asset Allocation ทองคำไม่ได้ถูกถือเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจับจังหวะราคา แต่มีบทบาทหลักในการ กระจายความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การดูพอร์ตผ่านมุม Beta หรือ Correlation มีข้อจำกัดในช่วงตลาดตึงเครียด เพราะเมื่อเกิดแรงขายเพื่อหาเงินสด สินทรัพย์หลายประเภทสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ชั่วคราว แม้โดยโครงสร้างระยะยาวจะมีบทบาทในพอร์ตต่างกัน
ดังนั้น ในบางช่วง “สินทรัพย์กระจายความเสี่ยง” ก็อาจถูกขายพร้อมสินทรัพย์เสี่ยงได้ หากตลาดกำลังเร่งเปลี่ยนทุกอย่างเป็นเงินสด แต่สิ่งนี้มักเป็นปรากฏการณ์ระยะสั้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะสรุปว่าทองคำหมดบทบาทในพอร์ตระยะยาว
ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ยังมี 3 ประเด็นที่ต้องติดตาม
1. Central Bank กลับมาซื้อทองคำสุทธิ
ข้อมูลเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่าธนาคารกลางกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำอีกครั้ง หลังเดือนมีนาคมมีแรงขายหนักจากตุรกีและรัสเซีย
กรณีตุรกี แรงขายส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารสภาพคล่องค่าเงินผ่าน Gold/FX Swap ซึ่งเป็นแรงขายเชิงสภาพคล่องมากกว่าการเปลี่ยนมุมมองระยะยาวต่อทองคำ หากสถานการณ์ค่าเงินกลับมาปกติ ธนาคารกลางตุรกีมีโอกาสกลับมาสะสมทองคำเพิ่มอีกครั้ง
ส่วนรัสเซีย หากยังสามารถขายน้ำมันและรักษารายได้จากพลังงานได้ต่อเนื่อง แรงจูงใจในการขายทองคำเพื่อเสริมสภาพคล่องก็จะลดลง
2. Positioning ในตลาดทองคำเบาลงแล้ว
รายงาน COT จาก CFTC ณ วันที่ 2 มิถุนายน ระบุว่า กลุ่ม Non-Commercial ยังอยู่ในสถานะ Net Long ทองคำ แต่ระดับการถือ Long ลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเมื่อสถานะเก็งกำไรลดลงแล้ว แรงขายจากการลด Position อาจไม่หนาแน่นเท่าช่วงที่ตลาด Crowded มาก ๆ
3. ความเสี่ยงระยะสั้นของทองคำอยู่ที่เงินเฟ้อและสงคราม
ในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา ดัชนี DXY ไม่ได้ปรับขึ้นแรง จึงอาจตีความได้ว่าแรงกดดันต่อทองคำไม่ได้มาจากดอลลาร์แข็งค่าเพียงอย่างเดียว
ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อหรือกระทบเส้นทางพลังงานนานขึ้น ตลาดอาจเริ่มกังวลเรื่อง Supply Shock และเงินเฟ้อที่ Sticky มากขึ้น
ในระยะสั้น ภาพนี้อาจกดดันทองคำได้ เพราะตลาดจะเริ่มกังวลว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจทำให้ดอกเบี้ยอยู่สูงนานกว่าที่คาด
📌 มุมมอง Beyond Wealth
แรงขายทองคำรอบนี้ควรถูกมองแยกเป็น 2 ชั้น
ชั้นแรกคือแรงขายระยะสั้นจากความต้องการสภาพคล่อง ซึ่งทำให้ทองคำอาจเคลื่อนไหวไปพร้อมกับสินทรัพย์เสี่ยงได้ชั่วคราว
ชั้นที่สองคือบทบาทเชิงโครงสร้างของทองคำในพอร์ต ซึ่งยังคงสำคัญในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงิน
ดังนั้น เราไม่ได้มองทองคำในฐานะสินทรัพย์สำหรับเก็งกำไรระยะสั้น และไม่ได้ให้ราคาเป้าหมายเชิง Trading Call แต่ยังมองว่าทองคำมีบทบาทในพอร์ตระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนรวมของพอร์ต และมี Hedge ต่อความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ยาก
สำหรับนักลงทุนที่ยังมีสัดส่วนทองคำต่ำกว่ากรอบ Asset Allocation ที่เหมาะสม การปรับฐานรอบนี้สามารถใช้เป็นจังหวะ ทยอยลงทุนเพิ่ม ได้ โดยเน้นการสะสมแบบเป็นขั้น ไม่จำเป็นต้องเร่งเข้าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว เพราะระยะสั้นราคายังอาจผันผวนจากปัจจัยสภาพคล่อง เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ในภาวะที่ทุกสินทรัพย์อาจถูกขายพร้อมกันชั่วคราว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับสภาพคล่องของพอร์ต ลด Leverage ที่ไม่จำเป็น และใช้การกระจายสินทรัพย์เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมากกว่าการจับจังหวะตลาดระยะสั้น กล่าวคือทองคำอาจผันผวนได้ในระยะสั้น แต่บทบาทของทองคำในพอร์ตระยะยาวยังไม่หายไป
#BeyondWealth #BeyondInsight #Gold #Silver #AssetAllocation #Liquidity